Logo

09LTL“เธอไม่ใช่ถ้วยรางวัล” คำเตือนที่ทำให้พิมรดาจำเสียงจากวัยเด็กได้

Article image

ทันทีที่คำว่า “ลูกสาวของฉัน” ดังก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยง พิมรดาก็ก้าวลงจากเวทีทั้งน้ำตา เธอจ้องดวงตาของชายชราราวกับกำลังค้นหาความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ก่อนเอ่ยเสียงสั่นว่า “พ่อ…พ่อจริง ๆ ใช่ไหม?” ถนอมล้วงสร้อยเงินเส้นเล็กที่มีจี้รูปดอกมะลิออกจากเสื้อ แล้วตอบว่า “พ่อเก็บมันไว้ตั้งแต่วันที่ลูกคล้องให้พ่อ ก่อนเราจะถูกพรากจากกัน” กฤตหัวเราะเยาะและตะโกนว่า “ของแบบนั้นใครก็ทำปลอมได้ อย่าเชื่อมัน!” แต่ถนอมกลับพูดประโยคที่เคยใช้ปลอบเธอเมื่อครั้งยังเด็กว่า “ถ้าลูกกลัวฟ้าร้อง ให้นับถึงเจ็ด แล้วพ่อจะกลับมา” พิมรดาทรุดเข่าลงตรงหน้าเขา ร้องไห้สะอื้น “ไม่มีใครรู้ประโยคนี้นอกจากพ่อ…แล้วทำไมพ่อถึงทิ้งหนูไป?”

ถนอมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนวางซองเอกสารเก่าไว้ในมือเธอ “พ่อไม่เคยทิ้งลูก พ่อถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงิน และถูกขู่ว่าถ้ายังเข้าใกล้ลูก พวกมันจะทำร้ายลูกกับแม่” ภายในซองมีจดหมายหลายสิบฉบับที่ไม่เคยถูกส่งถึง ภาพถ่ายวัยเด็ก และหลักฐานการโอนเงินที่ถูกปลอมลายเซ็น พิมรดาพลิกดูทุกแผ่นด้วยมือสั่น ขณะที่กฤตพุ่งเข้ามาหมายจะแย่งเอกสาร แต่เธอกอดมันไว้แน่นแล้วตวาดว่า “อย่าแตะต้องหลักฐานของพ่อฉัน!” ถนอมจ้องกฤตอย่างเจ็บปวด “คนที่ส่งคำขู่ฉบับล่าสุดให้ฉันก็คือแก แกบอกว่าถ้าฉันมาที่นี่ ลูกสาวฉันจะสูญเสียทุกอย่าง” กฤตหน้าซีดแต่ยังปฏิเสธ “โกหก! มันกำลังหลอกใช้เธอ!” พิมรดาเงยหน้ามองว่าที่สามี “แล้วทำไมจดหมายของพ่อถึงมีตราประทับจากบริษัทคุณ?”

ทนายประจำตระกูลซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแขกเดินออกมาพร้อมโทรศัพท์และกล่าวว่า “ผมตรวจสอบแล้วครับ เอกสารทั้งหมดเป็นของจริง และผมมีไฟล์เสียงที่คุณกฤตสั่งให้ปิดบังจดหมายเหล่านี้” เสียงของกฤตดังจากโทรศัพท์อย่างชัดเจนว่า หลังแต่งงาน เขาจะใช้อำนาจลงนามของพิมรดาโอนหุ้นกองมรดกมาเป็นของตนเอง ห้องทั้งห้องระเบิดด้วยเสียงฮือฮา พิมรดาหันไปถามทั้งน้ำตา “คุณแต่งงานกับฉันเพราะรัก หรือเพราะหุ้นของแม่?” กฤตถอยหลัง พลางแก้ตัวว่า “ผมทำเพื่ออนาคตของเรา ถ้าเราไม่แต่งกันวันนี้ ทุกอย่างที่ผมวางแผนไว้จะพังหมด!” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบสนิท พิมรดายิ้มอย่างเจ็บปวด “ในที่สุดคุณก็ยอมรับเอง คุณไม่ได้รักฉัน คุณรักสิ่งที่คิดว่าจะได้จากฉันต่างหาก”

ทันใดนั้น ผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมพร้อมคณะกรรมการบริหารเดินเข้ามา เขาโค้งให้ถนอมอย่างเคารพแล้วประกาศว่า “ยินดีต้อนรับกลับมาครับ ท่านประธานถนอม ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ตัวจริงของโรงแรมแห่งนี้” กฤตชะงักจนแทบยืนไม่อยู่ ถนอมอธิบายว่าโรงแรมริมน้ำแห่งนี้คือสิ่งที่เขากับแม่ของพิมรดาสร้างขึ้นร่วมกัน ส่วนหุ้นทั้งหมดถูกเก็บไว้ในกองทรัสต์เพื่อมอบให้ลูกสาวเมื่อเธอพร้อม ไม่ใช่เมื่อเธอแต่งงาน “แกคิดว่าฉันเป็นชายแก่ยากจนที่ไล่ออกจากงานได้ แต่ทุกโคมไฟ ทุกกำแพง และพื้นใต้เท้าของแก เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของครอบครัวเรา” ถนอมกล่าว พิมรดาจึงถอดแหวนแต่งงาน วางลงบนพื้นตรงหน้ากฤต แล้วประกาศว่า “งานแต่งนี้จบแล้ว และคุณจะไม่มีวันได้แตะต้องชีวิตหรือทรัพย์สินของฉันอีก”

กฤตคุกเข่าลงอย่างหมดท่าและคว้าชายกระโปรงเจ้าสาวไว้ “พิม ผมผิดไปแล้ว แต่เรายังเริ่มใหม่ได้ อย่าทำลายผมต่อหน้าทุกคน!” พิมรดาถอยออกมา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “คนที่ผลักพ่อของฉันต่อหน้าแขกทั้งงาน ไม่มีสิทธิ์ขอให้ฉันช่วยรักษาหน้าของเขา” เมื่อกฤตหันไปข่มขู่ถนอมว่าเขาจะทำให้ทุกคนเสียใจ ถนอมกลับกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ฉันไม่ได้ทำลายชีวิตแก ผลจากการกระทำของแกต่างหากที่กำลังตามทัน” เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรออยู่ด้านนอกเข้ามาพร้อมหมายเรียกเกี่ยวกับการปลอมเอกสารและยักยอกทรัพย์ ผู้จัดการสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า “คุ้มครองคุณพิมรดากับท่านประธาน ส่วนคุณกฤต ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย” กฤตถูกพาออกไปท่ามกลางสายตาของแขกที่ครั้งหนึ่งเคยชื่นชมเขา แต่บัดนี้เหลือเพียงความรังเกียจ

เมื่อเสียงวุ่นวายสงบลง พิมรดาหันกลับมาหาถนอม เธอถามด้วยความเจ็บปวดว่า “ถึงพ่อถูกขู่ ทำไมพ่อไม่กลับมาหาหนูให้เร็วกว่านี้? หนูรอพ่อทุกวันเกิด” ถนอมทรุดตัวลงตรงหน้าเธอทั้งน้ำตา “พ่อเสียเวลาหลายปีพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ และทุกครั้งที่พยายามเข้าใกล้ พวกมันจะใช้ลูกเป็นเครื่องต่อรอง พ่อคิดว่าการหายไปจะทำให้ลูกปลอดภัย แต่พ่อไม่รู้เลยว่าความเงียบของพ่อทำร้ายลูกมากแค่ไหน” พิมรดาสะอื้น “หนูคืนวัยเด็กที่หายไปไม่ได้ และหนูยังให้อภัยทุกอย่างในวันนี้ไม่ได้” ถนอมก้มหน้ารับ “พ่อไม่ขอให้ลูกลืม พ่อขอแค่โอกาสอยู่ตรงนี้ จนกว่าลูกจะเชื่อว่าพ่อจะไม่หายไปอีก” เธอนิ่งอยู่นาน ก่อนโผกอดเขาและกระซิบว่า “ถ้าอย่างนั้น ครั้งนี้อย่าปล่อยหนูนะพ่อ”

หลายเดือนต่อมา ศาลยืนยันว่าถนอมถูกใส่ร้ายและเพิกถอนเอกสารปลอมทั้งหมด ขณะที่กฤตกับผู้สมรู้ร่วมคิดถูกดำเนินคดี พิมรดาไม่จัดงานแต่งใหม่ แต่เปลี่ยนห้องบอลรูมเดิมให้เป็นสถานที่เปิดมูลนิธิช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกหลอกใช้ทรัพย์สิน ในวันที่เปิดงาน เธอยืนเคียงข้างพ่อใต้โคมระย้าชุดเดิมแล้วกล่าวว่า “วันนั้นหนูเกือบเดินไปหาผู้ชายที่มองหนูเป็นถ้วยรางวัล แต่วันนี้หนูยืนอยู่ในฐานะเจ้าของชีวิตตัวเอง” ถนอมยื่นแขนให้ลูกสาวพร้อมรอยยิ้ม “ครั้งก่อนพ่อมาช้าเกินไป แต่จากวันนี้ พ่อจะอยู่จนลูกไม่ต้องหันกลับมามองหาอีก” พิมรดาคล้องแขนเขาแล้วตอบว่า “งั้นพ่อเดินไปกับหนูนะ ไม่ใช่เพื่อส่งหนูให้ใคร แต่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน” ท่ามกลางเสียงปรบมือของทุกคน พ่อลูกเดินผ่านทางเดินดอกมะลิออกไปสู่แสงเช้า โดยไม่มีเจ้าบ่าว ไม่มีคำโกหก และไม่มีอดีตใดพรากพวกเขาจากกันได้อีก

Comments (0)

Loading comments...

32LTLพวกเขากระแทกหน้าคนงานใหม่ลงถาดข้าว… ก่อนจะรู้ว่าพ่อของเขาคือใคร!
เสียงของชาติชายยังดังอยู่ในโทรศัพท์ กฤตถอยจนชนโต๊ะอาหาร เขามองนรินทร์สลับกับหน้าจอ ก่อนพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้… แกเป็นลูกเจ้าของโรงงานจริงเหรอ?” ลูกน้องทั้งสี่คนค่อย ๆ ถอยห่างจากกฤต ไม่มีใครหัวเราะแล้ว นรินทร์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ และนั่งนิ่งทั้งที่อาหารยังเปื้อนอยู่เต็มหน้า ไม่นานประตูโรงอาหารก็เปิดออก ชาติชายเดินเข้ามาพร้อมผู้บริหารหลายคน กฤตรีบก้มศีรษะ แต่ชาติชายเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะมอง ชาติชายหยุดตรงหน้าลูกชาย มือของเขาสั่นเมื่อเห็นรอยเลือดที่ริมฝีปากนรินทร์ “พ่อมาช้าไป” เขาพูดเบา ๆ ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา กฤตรีบแก้ตัว “ท่านครับ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกท่าน!” ชาติชายหันกลับมา ดวงตาเย็นเฉียบ “ถ้าเขาไม่ใช่ลูกฉัน แกก็ทำกับเขาได้งั้นหรือ?” คำถามนั้นทำให้กฤตเงียบ นรินทร์จับมือพ่อไว้แล้วพูดว่า “ผมอยากให้พ่อดูภาพจากกล้องครับ เรื่องนี้ไม่ควรจบเพราะผมเป็นลูกพ่อ” ผู้จัดการโรงงานก้าวออกมา “กล้องตรงนี้เสียครับ” คนงานคนหนึ่งกลับยกโทรศัพท์ขึ้น “แต่ผมถ่ายไว้” เขาเดินฝ่าความเงียบมาหยุดข้างนรินทร์ บนหน้าจอ ทุกคนเห็นกฤตกดหน้านรินทร์ลงบนถาดอาหาร แล้วตบเขาอีกครั้ง เสียงถาดกระแทกโต๊ะดังชัด แม้แต่กฤตก็ปฏิเสธภาพนั้นไม่ได้ ชาติชายมองผู้จัดการ “กล้องเสียตั้งแต่เมื่อไร?” อีกฝ่ายอ้ำอึ้ง คนงานที่ถือโทรศัพท์จึงพูดขึ้น “ตั้งแต่มีคนร้องเรียนกฤตครั้งก่อนครับ” คนงานหญิงคนหนึ่งลุกตาม “ฉันเคยแจ้งว่าเขาข่มขู่เพื่อนร่วมกะ แต่ผู้จัดการบอกให้เงียบ ไม่อย่างนั้นจะถูกย้ายงาน” เสียงเธอสั่น แต่พูดจนจบ อีกสองคนเดินเข้ามายืนข้างเธอ หนึ่งในนั้นหยิบสำเนาคำร้องเรียนออกจากกระเป๋า ชาติชายรับไปอ่าน ก่อนหันมองลายเซ็นของผู้จัดการบนกระดาษ ผู้จัดการหน้าซีด “ผมอธิบายได้ครับ” ชาติชายยื่นกระดาษคืนให้เจ้าหน้าที่ “เก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วตรวจทุกคำร้องเรียนย้อนหลัง ห้ามใครลบหรือแก้ไขอะไรทั้งนั้น” กฤตหันไปหาลูกน้องราวกับจะให้ช่วยพูด แต่ชายคนหนึ่งกลับก้มหน้า “ผมเคยหัวเราะตามเขา เพราะกลัวจะโดนเหมือนคนอื่น ผมขอโทษครับ” นรินทร์มองชายคนนั้น ก่อนหันไปหาพ่อ “ผมต้องการให้ทุกคนพูดได้โดยไม่ถูกขู่” ชาติชายพยักหน้า “พ่อจะรับฟังพวกเขา และให้ตรวจสอบอย่างเป็นธรรม” เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้ามาดูบาดแผลนรินทร์ ระหว่างนั้นชาติชายยืนต่อหน้าคนงานทั้งโรงอาหาร “ผมเป็นเจ้าของที่นี่ แต่กลับไม่รู้ว่าพวกคุณต้องกลัวอะไรทุกวัน” เขาก้มศีรษะให้พวกเขา “ผมขอโทษ” คนงานหญิงน้ำตาคลอ นรินทร์มองพ่ออย่างประหลาดใจ เพราะเขารู้ว่าคำขอโทษต่อหน้าทุกคนไม่ใช่เรื่องง่าย หลายวันต่อมา ผลสอบยืนยันทั้งการทำร้ายนรินทร์และการปิดบังคำร้องเรียน บริษัทเลิกจ้างกฤตกับผู้จัดการ และช่วยผู้เสียหายดำเนินเรื่องตามสิทธิของตน คนงานหญิงที่เคยถูกย้ายกะได้กลับไปทำงานเดิม ชาติชายเปิดช่องทางร้องเรียนที่ส่งถึงทีมอิสระโดยตรง ส่วนนรินทร์เลือกกลับมาทำงานในชุดพนักงานตัวเก่า เที่ยงวันนั้น นรินทร์เดินเข้าโรงอาหารพร้อมรอยช้ำที่จางลง คนงานคนหนึ่งเลื่อนเก้าอี้ให้ เขายิ้ม รับถาดข้าวมา แล้วนั่งลงกินกับทุกคน ชาติชายเดินเข้ามาทีหลังพร้อมถาดอาหารของตัวเอง เขานั่งข้างลูกชายและพูดให้คนรอบโต๊ะได้ยิน “จากนี้ ที่นี่ไม่มีใครมีสิทธิ์เหยียบย่ำใครอีก”